เที่ยวน่าน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

Share

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

ตั้งอยู่ในบริเวณ คุ้มของอดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน ที่เรียกว่า "หอคำ" โดย พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าเมืองน่านสร้างขึ้น เป็นที่ประทับ เมื่อปี พ.ศ.2446 ลักษณะตัวอาคารโอ่โถง งดงาม ก่ออิฐถือปูนแข็งแรง แต่ตกแต่งให้อ่อนช้อย สวยงาม ด้วยลายลูกไม้ นับเป็น สถาปัตยกรรมก่อสร้าง ที่ดีเด่นแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากนั้น บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ พระเจ้าสุริยพงศ์ผลิตเดช ผู้เป็นเจ้าของหอคำแห่งนี้ ด้วยกรมศิลปากร ได้รับมอบอาคารหอคำ เพื่อใช้เป็นอาคาร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ได้รับมอบอาคารหอคำแห่งนี้ ด้วยกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ.2517 เป็นสถานที่สำหรับจัดแสดง โบราณวัตถุ ตลอดจนสิ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ โบราณคดี และชาติพันธุ์วิทยา ประจำท้องถิ่น ให้ได้ชมได้อย่างน่าประทับใจพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองน่านบนพื้นที่ซึ่งเป็นคุ้มหลวงของเจ้าเมืองหรือเจ้าผู้ครองนครน่านมาก่อน คือวังเก่าของเจ้าผู้ครองนครน่าน สนามหญ้าด้านหน้าเดิมเป็นสนามหลวงหรือข่วงเมือง ข่วงหลวง ในสมัยก่อนเป็นลานโล่งขนาดใหญ่ใช้สำหรับจัดงานราชพิธี งานสมโภช และงานฉลองต่างๆ เป็นที่สวนสนาม ชุมนุมทัพ จัดแสดงมหรสพและจัดตลาดนัด คุ้มหลวงแห่งนี้ อยู่บริเวณใจกลางเมืองประวัติศาสตร์น่าน (เวียงนครน่านหรือนันทบุรี) ที่พญาผากองสถาปนาขึ้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านเมื่อพ.ศ. 1911 
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

• ทิศเหนือ จรดวัดหัวข่วง


• ทิศตะวันออก จรดวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร หรือวัดหลวงกลางเวียงในอดีต


• ทิศใต้ จรดวัดภูมินทร์ ตำแหน่งที่ตั้งของคุ้มหลวง วัดหลวง วัดหัวข่วง

และข่วงหลวงที่กล่าวมา จัดเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของการวางผังและสร้างเมืองล้านนาในสมัยโบราณ ที่เรียกว่า "ทักษาเมือง" เมืองประวัติศาสตร์น่านแห่งนี้เป็นเมืองเดียวที่ยังคงรักษาสภาพโครงสร้างของเมือง โดยเฉพาะตัวโบราณสถานหรืออาคารประวัติศาสตร์ ตามหลักทักษาเมืองไว้ได้อย่างชัดเจน

 หอคำหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านในปัจจุบัน มีอาณาบริเวณทั้งสิ้น 14 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา รายล้อมด้วยถนนที่สำคัญได้แก่ ถนนผากองด้านทิศตะวันออก ถนนสุริยพงษ์ด้านทิศใต้ และถนนมหาพรหมด้านทิศเหนือ อาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นแบบตรีมุขหรือรูปตัวที รูปแบบผสมผสานระหว่างแบบศิลปะตะวันตกและศิลปะไทย โครงสร้างภายในเป็นไม้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตคุ้มหลวง ใช้เป็นที่พำนัก ออกว่าราชการ ประกอบราชพิธีของเจ้าเมืองสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ.2436-2461) และในปี พ.ศ. 2446 โดยสร้างขึ้นในบริเวณคุ้มหลวง เดิมทีเป็นเรือนไม้สักผสมไม้ตะเคียน 7 หลังใหญ่ ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 12 (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ. 2375-2435) ผู้เป็นบิดาของพระองค์ในอดีตหอคำหรืออาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องไม้แป้นเกล็ด ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ตามแบบศิลปะพื้นเมืองน่าน หน้าบันเป็นรูป ตราโคอุศุภราช อันเป็นตราประจำเมืองน่าน ที่ใช้ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ มีบันไดทางขึ้นด้านข้างสองข้าง ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐทึบสี่ด้าน กำแพงด้านหน้าอยู่บริเวณหลังต้นโพธิ์ อันเป็นที่ตั้งของ วัดน้อย (วัดน้อยเดิมอยู่ด้านนอกหน้าหอคำ ปัจจุบันอยู่ในเขตรั้วพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน)พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

ด้านหน้าหอคำมีศาลารายยาวตลอดแนวกำแพงและมีประตูทางเข้าเป็นซุ้มเรือนยอด ปัจจุบันสภาพหอคำเปลี่ยนแปลงไป แต่ลักษณะประตูและหน้าต่างยังเป็นของเดิม คือเป็นแบบบานเกล็ดมีกรอบและลายปูนปั้นประดับตามแบบศิลปะตะวันตก บันไดด้านข้างทั้งสองด้านถูกรื้อออกไป กำแพงทึบสามด้านถูกรื้อออกเหลือเพียงด้านหลังด้านเดียว เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 14 หรือองค์สุดท้าย (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ.2461-2474) ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2474 ต่อมาบรรดาเจ้านายผู้เป็นบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงร่วมใจกันมอบอาคารหอคำพร้อมที่ดินของคุ้มหลวงให้แก่รัฐบาลเพื่อใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดน่าน ตั้งแต่ พ.ศ.2476 เป็นต้นมา

ประวัติการก่อตั้งเมื่อมีการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดน่านหลังใหม่ กระทรวงมหาดไทยจึงมอบอาคารหอคำ พร้อมพื้นที่คุ้มหลวงให้แก่กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2517

การดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน หยุดชะงักไปช่วงระยะหนึ่งเพราะกรมศิลปากรไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้ จนกระทั่งปี พ.ศ.2525 การบูรณะปฏิสังขรณ์หอคำ ซึ่งอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจึงแล้วเสร็จปีพ.ศ.2526 กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดแสดงภายในอาคารหอคำชั้นบนจนแล้วเสร็จ สามารถเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการก่อนปีพ.ศ.2528 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายชวน หลีกภัย) ได้ลงประกาศกระทรวงศึกษาธิการในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 102 ตอนที่ 53 วันที่ 30 เมษายน 2528 กำหนดสถานที่ให้อาคารหอคำเป็นพิพิธฑสถานแห่งชาติน่าน ตามความในพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพ.ศ. 2505 

ปี พ.ศ.2529 อธิบดีกรมศิลปากร (นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์) ได้ลงประกาศกรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นโบราณสถานของชาติตามความในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 103 ตอนที่ 65 วันที่ 22 เมษายน 2529 พระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ปี พ.ศ.2530

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน


การดำเนินงานจัดแสดงทุกส่วนของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เสร็จสมบูรณ์สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนตลอดจนผู้สนใจทั่วไปเข้าชมอย่างเป็นทางการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2530 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่องานศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างหาที่เปรียบมิได้
ปี พ.ศ.2532 หอคำ(อาคารพิพิธภัณสถานแห่งชาติ น่าน) ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทสาธารณะปี พ.ศ.2546 จังหวัดน่าน โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน กำหนดให้หอคำ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน) เป็นศูนย์กลางของพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์น่านชั้นใน (หัวแหวนเมืองน่าน) ตามประกาศจังหวัดน่าน เรื่อง กำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์น่านชั้นใน (หัวแหวนเมืองน่าน) ลงวันที่ 13 มกราคม 2546 เพื่อคุ้มครองโบราณสถาน อาคารประวัติศาสตร์ รวมทั้งปกป้องภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของเมืองน่าน ภายในบริเวณพื้นที่แห่งนี้ ให้คงอยู่เป็นมรดกของแผ่นดินสืบไป
การจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานประจำเมืองหรือจังหวัด เนื้อหาการจัดแสดงจึงมุ่งเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิหลัง และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยแบ่งส่วนการจัดแสดงเป็น 2 ภาควิชาคือ
• ชั้นบน จัดแสดงเกี่ยวกับภาควิชาโบราณคดี และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
• ชั้นล่าง จัดแสดงเกี่ยวกับภาควิชาชาติพันธุ์วิทยา

รายละเอียดการจัดแสดงชั้นบน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย
1. ส่วนหน้า ได้แก่ ห้องโถงใหญ่ ถัดเข้ามา ในอดีตห้องนี้เคยเป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกว่าราชการของเจ้าผู้ครองนคร จัดแสดงข้อมูลทางภูมิรัฐศาสตร์ของจังหวัดน่าน การสร้างบ้านแปงเมือง ภาพถ่ายโบราณสถานที่สำคัญ หลักฐานศิลาจารึก ลำดับเชื้อสายของเจ้าผู้ครองนคร เครื่องใช้ส่วนพระองค์ ภาพถ่ายโบราณ งานประณีตศิลป์ เงินตราและอาวุธ
2. ส่วนหลัง ได้แก่ ห้องปีกอาคารด้านทิศเหนือและทิศใต้ ตลอดจนเฉลียงด้านหลังรวม 5 ห้อง จัดแสดงเรื่องราวทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ปรากฎร่องรอยหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในแถบพื้นที่จังหวัดน่าน อิทธิพลของศิลปะสุโขทัย และศิลปะล้านนาที่ก่อให้เกิดแนวคิดของศิลปกรรมสกุลช่างเมืองน่าน วิวัฒนาการของศิลปะน่านสมัยต่างๆ แหล่งโบราณคดีและโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นในพื้นที่เก็บกักน้ำบริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาเผาที่พบในจังหวัดน่าน ศิลปะในประเทศไทยสมัยต่างๆ และห้องจัดแสดงงาช้างดำ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองน่านมาแต่โบราณ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

รายละเอียดการจัดแสดงชั้นล่าง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย

1. ส่วนหน้า ได้แก่ ห้องโถงรวมถึงปีกอาคารด้านทิศเหนือ จัดแสดงเรื่องราวทางด้านชาติพันธุ์วิทยา เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยพื้นเมืองเหนือ ลักษณะบ้านเรือน ร้านน้ำ ห้องนอน ครัวไฟ สิ่งของเครื่องใช้ชีวิตประจำวัน การทอผ้าและตัวอย่างผ้าพื้นเมืองน่านแบบต่างๆ ประเพณีความเชื่อ เกี่ยวกับพิธีสืบชะตา ทานสลากภัต บุญบั้งไฟ การแข่งเรือยาว และบุญสงกรานต์
2. ส่วนหลัง ได้แก่ เฉลียงด้านหลัง รวมถึงปีกอาคารด้านทิศใต้ จัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของเผ่าชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดน่าน ได้แก่ ไทลื้อ แม้ว เย้า ถิ่น และชนเผ่าตองเหลือง ในลักษณะของฉากประกอบหุ่นจำลองขนาดเท่าจริง สุดท้ายเป็นห้องที่ระลึกและเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติชาวจังหวัดน่าน

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน งาช้างดำ
งาช้างดำ เดิมเป็นสมบัติของผู้เจ้าครองนครน่าน ลักษณะเป็นงาปลี สีออกน้ำตาลเข้ม ขนาดยาว 97 ซม. วัดโดยรอบตรงส่วนใหญ่สุดได้ 47 ซม. มีโพรงตอนโคน ลึก 14 ซม. มีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยว่า "กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน" หรือประมาณ 18 กิโลกรัม สันนิษฐานว่าเป็นงาข้างซ้าย เพราะมีรอยเสียดสีกับงวดชัดเจน ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดถึงประวัติความเป็นมา มีเพียงตำนานเล่าสืบต่อกัน 2 เรื่องได้แก่
ตำนานที่หนึ่ง : กล่าวว่าในสมัยเจ้าสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมือง พ.ศ.2353-2368) มีพรานคนเมืองน่านเข้าป่าล่าสัตว์ไปถึงเขตแดนระหว่างไทยกับเชียงตุง ได้พบซากช้างตัวดำสนิทตายอยู่ในห้วย พอดีกับพรานชาวเชียงตุงมาพบด้วย พรานทั้งสองจึงแบ่งงาช้างดำคนละกิ่ง ต่างคนต่างก็นำมาถวายเจ้าเมือง ต่อมาเจ้าเมืองเชียงตุงได้ส่งสาส์น มาทูลเจ้าสุมนเทวราชว่า ตราบใดที่งาช้างดำคู่นี้ไม่สูญหาย เมืองน่านกับเมืองเชียงตุงจะเป็นมิตรไมตรีกันตลอดไป
ตำนานที่ สอง : กล่าวว่า กองทัพเมืองน่านยกทัพไปล้อมเมืองเชียงตุงหลายเดือน ทำให้ชาวเมืองเชียงตุงเดือดร้อน โหรเมืองเชียงตุงทูลเจ้าเมืองว่า เป็นเพราะมีงาช้างดำอยู่ด้วยกัน ทางที่ดีควรแยกกันอยู่ จึงได้นำงาช้างดำกิ่งหนึ่งมอบให้กองทัพเมืองน่าน แล้วกระทำสัตย์สาบานเป็นมิตรกันตลอดกาล

ความสำคัญของงาช้างดำต่อเมืองน่าน
1. เชื่่อกันว่า พญาการเมืองเจ้าเมืองพลั่วหรือปัว องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ภูคา ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ได้ทำพิธีสาปแช่งเอาไว้ ให้งาช้างดำนี้เป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป ผู้ใดจะนำไปเป็นสมบัติส่วนตัวมิได้ ต้องไว้ที่ หอคำ หรือ วังเจ้าผู้ครองนครน่านเท่านั้น
2. เป็นวัตถุมงคลคู่บ้านคู่เมืองน่าน และถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของจังหวัดน่าน 
3. เป็นวัตถุโบราณที่หายากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 14 หรือองค์สุดท้าย แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ.2474 เจ้านายบุตรหลานจึงมอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน งาช้างดำกิ่งนี้ยังอยู่ที่หอคำ ซึ่งปัจจุบันคือ อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน


น่านอาณาจักรหลักคำ(กฎหมายเมืองน่าน พ.ศ.2396-พ.ศ.2451)

อาณาจักรหลักคำหรือกฎหมายเมืองน่าน เป็นกระดาษสา มีลักษณะเป็นพับ มีไม้ปะกับสองด้าน ขนาดกว้าง 11.8 ซม. ยาว 36.5 ซม. หนา 5 ซม. เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2396 โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐ์มหัตไชย นันทบุรมมหาราชวงศาธิบดี เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมือง พ.ศ.2395-2434) เป็นกฎหมายที่ใช้เฉพาะในเมืองน่านและเมืองต่างๆ ที่ขึ้นกับเมืองน่าน โดยถือหลักจากกฎหมายดั้งเดิม เนื้อหากล่าวถึงการแบ่งเขตการบริหารราชการ การกำหนดฐานะทางสังคม การควบคุมกำลังคน เช่น การควบคุม การเดินทางของไพร่ การควบคุมพฤติกรรมของประชาชนและพระสงฆ์ การกำหนดบทคุ้มครองผู้หญิงไม่ให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ ยังแสดงถึงนโยบายสนับสนุนการเกษตรกรรม เช่น การกำหนดบทลงโทษผู้ทำความเสียหายแก่ทุ่งนา การส่งเสริมการค้าขาย โดยควบคุมราคาสินค้า การป้องกันการทำเงินปลอม และการให้ความสะดวกในการเดินทาง เป็นต้น อาณาจักรหลักคำนี้ มีอำนาจสิทธิ์ขาดโดยเจ้าเมือง หรือเจ้าผู้ครองนครน่าน เจ้านายบุตรหลาน ขุนนางและเจ้าเมืองต่างๆ ที่ขึ้นกับเมืองน่าน ต่อมาพระราชบุตร คือ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมือง พ.ศ.2436-2461) โปรดให้ยกเลิกการใช้อาณาจักรหลักคำ เมื่อพ.ศ.2451 โดยเปลี่ยนมาใช้กฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 (ตรงกับ พ.ศ.2451) ของกรุงรัตนโกสินทร์ หรือราชสำนักสยาม (กรุงเทพฯ) แทนพระสุพรรณบัฎสถาปนาเจ้าสุริยะ เป็นพระเจ้า (สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พ.ศ.2446)
พระสุพรรณบัฎหรือแผ่นทองคำ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 4.1 ซม. ยาว 19.4 ซม. จารึกพระนามพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ
มีข้อความดังนี้ "พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันตไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดีสุจริตจาริราชานุภาวรักษ์ วิบูลย์ศักดิ์กิตติไพศาล ภูวบาลบพิตรสถิต ณ นันทราชวงษ์ พระเจ้านครน่าน จงเจริญ ทฤฆชนมายุสุขสวัสดิ์"


เวลาทำการ เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 09.00 น.- 16.00 น.



ค่าธรรมเนียมเข้าชมชาวไทย 20 บาทชาวต่างประเทศ 100 บาท ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นักเรียนในเครื่องแบบ นักบวชทุกศาสนา ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ติดต่อได้ทีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านถนนผากอง ตำบลในเวียงอำเภอเมือง จังหวัดน่าน 55000


โทรศัพท์ 054-710516
โทรสาร 054-772777

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

 

Share

ค้นหา โรงแรมที่พัก ในน่าน...


 

ท่องเที่ยวจังหวัดล้านนา

เชียงใหม่ 

เชียงราย 

แม่ฮ่องสอน 

ลำปาง

ลำพูน

แพร่

 น่าน

สุโขทัย

 ตาก

พะเยา

อุตรดิตถ์

พิษณุโลก




 



ติดต่อพูดคุย

guidelanna 1 

 Mail:  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  
 blogtheguidelanna on youtube
FacebookGoogle Bookmarks
hotsia  feelthai-blog